นักวิเคราะห์ระบุว่าร้อยละ 70 ของงบประมาณด้านไอทีโดยปกติมักจะใช้ไปกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิเซิร์ฟเวอร์ ระบบปฏิบัติการ ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายเป็นต้น นอกจากนั้นคุณยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและบริหารพีซีและอุปกรณ์แบบพกพาอยู่ตลอดเวลาด้วย ด้วยเหตุนี้การดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีจึงถือเป็นงานที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง
|

|
โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีจัดเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าสำหรับองค์กร รวมทั้งยังถือเป็นรากฐานสำคัญในการให้บริการของซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันต่างๆ ที่บริษัทจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อช่วยให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ องค์กรหลายแห่งมองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลทำให้ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพีซีมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ขาดความคล่องตัว และควบคุมได้ยาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงแต่สูงมากเท่านั้น แต่ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่ตายตัวอีกด้วย ไม่ว่าความต้องการทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม
องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับแต่งและการเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีของตนเอง ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง จากนั้นก็เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ เช่น การรวมศูนย์ข้อมูล การกำหนดมาตรฐานให้แก่พีซี การนำเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเกี่ยวกับงานด้านไอทีมาใช้และอื่นๆอีกมาก โครงการต่างๆที่แผนกไอทีดำเนินงานแยกต่างหากถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะสนองตอบต่อความต้องการระยะยาวของธุรกิจได้ ถ้าหากต้องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที่อย่างต่อเนื่องแล้วละก็ องค์กรต่างๆจำเป็นต้องกำหนดมุมมองระยะยาวให้แก่การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน จากนั้นทำการเชื่อมโยงคุณสมบัติและการปรับปรุงต่างๆให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจและนโยบายทางธุรกิจโดยรวมด้วย
|

|
|
โมเดลปรับแต่งประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลที่จะประหยัดได้จากโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตนเอง โดยการเปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการควบคุมไปสู่สภาพแวดล้อมที่ดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว องค์กรต้องปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยให้ดีขึ้นกว่าเดิมโดยเริ่มจากระบบที่มีช่องโหว่ในโครงสร้างพื้นฐานแบบเรียบง่าย (Basic) ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบที่มีระบบป้องกันล่วงหน้า ส่วนการบริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเปลี่ยนจากงานที่ต้องทำด้วยมือและงานตั้งรับไปเป็นงานอัตโนมัติที่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
ไมโครซอฟท์และพันธมิตรสามารถจัดเตรียมเทคโนโลยี ขั้นตอนการทำงาน และข้อกำหนดเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของตนได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ขั้นตอนจะถูกเปลี่ยนจากในตอนที่กระจัดกระจายหรือไม่มีอยู่ไปเป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ลูกค้าจะสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัวยิ่งขึ้น และเพิ่มคุณค่าในการดำเนินธุรกิจหลังจากที่พวกเขาเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานที่เรียบง่าย (Basic) ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คล่องตัว (Dynamic) ได้แล้ว แถมยังช่วยให้พนักงานและผู้จัดการของแผนกต่างๆนำเอาข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ และยังก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆในการทำธุรกิจอีกด้วย
การทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์และใช้โมเดลนี้เป็นโครงงานจะช่วยให้องค์กรต่างๆเข้าใจคุณค่าเชิงนโยบายและผลประโยชน์ที่มีต่อองค์กรได้อย่างรวดเร็ว โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานจากระดับ "เรียบง่าย" (ที่โครงสร้างพื้นฐานถูกมองว่าเป็นจุดที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย) ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานได้อย่าง "คล่องตัว" จากนั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีก็จะเข้าใจคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง แถมองค์กรยังจะเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเป็นทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจและเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจอีกด้วย
|

|
|
โมเดลปรับแต่งประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานถูกพัฒนาขึ้นมาโดยใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมและประสบการณ์ของไมโครซอฟท์ซึ่งเคยมีร่วมมือกับลูกค้าที่เป็นองค์กรต่างๆ เป้าหมายหลักของไมโครซอฟท์ในการสร้างโมเดลปรับแต่งประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาก็เพื่อพัฒนาแนวทางง่ายๆในการใช้ประโยชน์จากโครงงานที่สมบูรณ์แบบ มีความยืดหยุ่น และใช้งานเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในด้านเทคนิคและคุณค่าทางธุรกิจได้โดยง่าย
ขั้นตอนแรกของการใช้โมเดลนี้ก็คือการทบทวนดูว่าคุณอยู่ระดับใดแล้วในโมเดลนี้ หลังจากที่คุณวัดระดับปัจจุบันของตนเองได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการใช้โมเดลนี้เพื่อพัฒนาแผนการที่จะช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น จนถึงจุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำธุรกิจ
|

|
|
ลูกค้าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเรียบง่ายไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบมาตรฐาน โดยค่าใช้จ่ายที่ลดได้เป็นผลมาจาก
|
- การกำหนดมาตรฐาน นโยบาย และการควบคุม โดยมีมาตรการคอยควบคุมบังคับใช้งานจริงด้วย
- ลดความเสี่ยงในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยโดยการจัดทำ "แนวป้องกันในเชิงลึก" เอาไว้แล้ว ซึ่งประกอบกับระบบรักษาความปลอดภัยหลายๆชั้นในระดับขอบของระบบ เซิร์ฟเวอร์ พีซี และแอพพลิเคชัน
- เปลี่ยนงานที่ต้องทำด้วยมือซึ่งต้องเสียเวลาอย่างมากลายเป็นงานอัตโนมัติ
- นำเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดไปใช้ อาทิเช่นแนวทางของ IT Infrastructure Library (ITIL), SysAdmin, Audit, Network and Security Institute (SANS) และอื่นๆ อีกมาก
- เปลี่ยนระบบไอทีให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าต่อองค์กรแทนที่จะเป็นภาระ
|

|
|
โครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานนำเอามาตรการควบคุมแบบต่างๆมาใช้ผ่านทางการบังคับใช้มาตรฐานและนโยบายต่างๆสำหรับบริหารพีซีและเซิร์ฟเวอร์ จะเพิ่มคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ลงไปในระบบเครือข่ายได้อย่างไร และจะใช้บริการไดเรกทอรี Active Directory เพื่อบริหารทรัพยากร นโยบายการรักษาความปลอดภัย และควบคุมการเข้าไปใช้ระบบได้อย่างไร ลูกค้าซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับมาตรฐานจะตระหนักถึงคุณค่าของการกำหนดมาตรฐานพื้นฐานและนโยบายบางอย่าง แต่ทว่ายังทำงานในรูปของการตั้งรับอยู่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม ซอฟต์แวร์ และเซอร์วิสต่างๆต้องใช้เครื่องมือที่มีความยุ่งยากระดับปานกลางและเสียค่าใช้จ่ายระดับปานกลางจนถึงระดับสูง อย่างไรก็ตามลูกค้าเริ่มจะสามารถบันทึกรายละเอียดของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ตนเองใช้อยู่ได้ดีขึ้นพอสมควร รวมทั้งเริ่มต้นบริหารการซื้อลิขสิทธิ์ได้แล้ว ในขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยมีการรักษาความปลอดภัยที่ขอบของระบบเครือข่ายอย่างหนาแน่น แต่การรักษาความปลอดภัยภายในยังคงมีความเสี่ยงอยู่
ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับที่ "ลงตัว" โดยที่ลูกค้าจะควบคุมโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น รวมทั้งมีนโยบายและขั้นตอนเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้พวกเขาจัดการกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้นตั้งแต่โอกาสในการขายไปจนถึงการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับระบบเป็นต้น ส่วนการบริหารเซอร์วิสกลายเป็นหลักเกณฑ์ของบริษัทและองค์กรเริ่มเข้าใจแล้วว่าจะนำเอาหลักเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้ได้อย่างไร เทคโนโลยีจะเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อการมุ่งหน้าไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับ "ลงตัว" แถมโครงสร้างพื้นฐานยังจะกลายเป็นทรัพย์สินและพันธมิตรของบริษัทแทนที่จะเป็นภาระเหมือนในอดีตอีกด้วย
|

|
|
โครงสร้างพื้นฐานระดับที่ลงตัวเป็นจุดที่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพีซีและเซิร์ฟเวอร์อยู่ในระดับต่ำสุด ในขณะที่ขั้นตอนและนโยบายต่างๆได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการให้บริการและการขยายธุรกิจ ในขณะที่ระบบรักษาความปลอดภัยมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเป็นอย่างดี และสามารถรับมือกับภัยคุกคามหรือปัญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แถมยังอยู่ภายใต้การควบคุมอีกด้วย ส่วนการใช้เทคนิคติดตั้งซอฟต์แวร์โดยที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว (zero-touch deployment) จะทำให้ค่าใช้จ่าย เวลาในการติดตั้ง และปัญหาทางด้านเทคนิคลดลง ส่วนอิมเมจที่ต้องเก็บเอาไว้มีจำนวนน้อยลงและขั้นตอนการบริหารพีซีจะใช้คนเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อยมาก ลูกค้าจะเก็บรายละเอียดของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่อย่างละเอียด จากนั้นก็มีการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต้องใช้งานจริงๆเท่านั้น
การรักษาความปลอดภัยเป็นการเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุด โดยมีการบังคับใช้นโยบายและการควบคุมอย่างเข้มงวด ตั้งแต่พีซี เซิร์ฟเวอร์ ไฟร์วอลล์ ไปจนถึงเอกซ์ทราเน็ต
ลูกค้าจะได้รับประโยชน์ต่อธุรกิจจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจากระดับ "ลงตัว" ไปสู่ระดับ "คล่องตัว" พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อนำมาแก้ปัญหาหรือสร้างโอกาสในการทำธุรกิจ โดยที่ประโยชน์ที่ได้รับจะสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยของการซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้ ส่วนการบริหารเซอร์วิสที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยก็จะได้รับการปรับปรุงให้มีการบริหารเซอร์วิสอย่างกว้างขวางครอบคลุมระบบไอทีที่ใช้อยู่ ลูกค้าที่ต้องการคุณค่าจากโครงสร้างพื้นฐาน "คล่องตัว" ก็คือลูกค้าที่ต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนเพื่อสร้างความเป็นต่อในการแข่งขันทางธุรกิจ
|

|
|
ลูกค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐาน "คล่องตัว" จะใช้ประโยชน์จากคุณค่าของโครงสร้างพื้นฐานของตนได้อย่างเต็มที่ จนส่งผลทำให้พวกเขาดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นต่อเหนือคู่แข่ง พวกเขาสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ มีการผสานการทำงานระหว่างผู้ใช้และข้อมูล รวมทั้งการผสานการทำงานระหว่างกับพีซีและเซิร์ฟเวอร์ แถมความร่วมมือระหว่างผู้ใช้และแผนกต่างๆ ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ผู้ใช้โมไบล์สามารถเรียกใช้บริการและคุณสมบัติต่างๆได้เหมือนอยู่ในสำนักงานไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ส่วนขั้นตอนการทำงานต่างๆเป็นระบบอัตโนมัติอย่างเต็มที่ แถมยังมักจะผสานกับตัวเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรควบคุมและปรับแต่งทิศทางของระบบไอทีให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจได้ ในขณะที่การลงทุนเพิ่มเติมทางเทคโนโลยีจะก่อประโยชน์ที่ชัดเจน รวดเร็ว และวัดผลได้ต่อธุรกิจ การใช้ซอฟต์แวร์ที่จัดสรรตนเองได้และมีระบบกักกันจะช่วยให้การบริหารโปรแกรมซ่อมแซมเป็นไปอย่างคล่องตัว แถมยังสอดคล้องกับนโยบายรักษาความปลอดภัยที่กำหนดเอาไว้ จากนั้นองค์กรก็จะมีขั้นตอนอัตโนมัติเอาไว้ใช้งาน จนเสถียรภาพของระบบเพิ่มสูงขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มระดับของการให้บริการให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการที่องค์ประกอบส่วนใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานของตนเองสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว โดยให้บริการต่างๆได้ในระดับสูงสุด สร้างความเป็นต่อในการแข่งขัน และรับมือกับความท้าทายใหญ่ๆทางธุรกิจได้ ส่วนระบบบริหารบริการที่ติดตั้งลงไปจะครอบคลุมบริการสำคัญทุกชนิด โดยมีระดับของการให้บริการตามที่กำหนด และสามารถทบทวนการทำงานต่างๆได้ตลอดเวลา
|

|
Microsoft Operations Framework (MOF) คือข้อแนะนำวิธีการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้ระบบที่มีความสำคัญขององค์กรซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์อยู่มีเสถียรภาพ มีความพร้อมในการให้บริการ รองรับการทำงานร่วมกัน และสามารถควบคุมได้ดีขึ้น ในขณะที่โมเดลปรับแต่งประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานพูดถึงเทคโนโลยีและขั้นตอนสำคัญที่องค์กรต่างๆสามารถนำไปใช้เพื่อเดินหน้าต่อไป แต่ MOF จะพูดถึงผู้คนและขั้นตอนการทำงานที่จำเป็นเพื่อใช้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นถ้าหากนำเอาโมเดลเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและ MOF มารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นโมเดลและคำแนะนำแบบเบ็ดเสร็จสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจะนำไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรของตนได้
|